Get Adobe Flash player

ค้นหา

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

เนื้อหาที่เปิดอ่าน
5262651

whosonline

มี 126 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

พระประวัติและปฏิปทา
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศุข)
พ.ศ. ๒๓๓๗-๒๓๕๙

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ราชวรมหาวิหาร
แขวงพระบรมมหาราชวัง

เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร


 พระประวัติในเบื้องต้น 
         สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศุข)ทรงมีพระประวัติในเบื้องต้นเป็นมาอย่างไรไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดเช่นเดียวกับ สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) เมื่อครั้งกรุงธนบุรี ทรงเป็นพระราชาคณะที่ พระญาณสมโพธิ ณ วัดมหาธาตุ ถึง พ.ศ. ๒๓๒๓ ในสมัยกรุงธนบุรี จึงได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่ พระธรรมเจดีย์จวบจนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นที่พระพนรัตน * ซึ่งเป็นตำแหน่งรองสมเด็จพระสังฆราชดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ว่า
 

         “ตำแหน่งพระพนรัตนนั้น นับว่าเป็นสังฆราชองค์ ๑ รองแต่สมเด็จพระอริยวงษญาณ ลงมาในทำเนียบสมณศักดิ์ตั้งแต่ครั้งกรุงเก่ามามีตำแหน่งสังฆปริณายก ๒ องค์ เรียกว่า “พระสังฆราชซ้ายขวา” สมเด็จพระอริยวงษญาณเป็นพระสังฆราชฝ่ายขวา ว่าคณะเหนือ พระพนรัตนเป็นพระสังฆราชฝ่ายซ้าย ว่าคณะใต้
เกียรติยศมีสุพรรณบัตรจารึกพระนาม เมื่อทรงตั้งทั้ง ๒ องค์ แต่ที่พระพนรัตน โดยปรกติไม่ได้เป็นสมเด็จส่วนพระสังฆราชฝ่ายขวานั้น เป็นสมเด็จพระอริยวงษญาณทุกองค์จึงเรียกว่า “สมเด็จพระสังฆราช” และจึงเป็นมหาสังฆปริณายก มีศักดิ์สูงกว่าพระสังฆราชฝ่ายซ้ายที่ พระพนรัตนแต่ก่อนมาทรงยกเกียรติยศเป็นสมเด็จแต่บางองค์พึ่งเป็นสมเด็จทุกองค์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ เป็นต้นมา”


Image
พระอุโบสถ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ 
อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุรูปที่ ๑
         สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) ทรงเป็นอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ รูปที่ ๑ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ครั้งยังทรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมเจดีย์ซึ่งสมัยนั้นวัดมหาธาตุยังเรียกว่า “วัดสลัก” เป็นพระอารามที่อยู่ในเขตพระนครและเป็นพระอารามหลวงมาตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรี
วัดสลักนั้นเป็นวัดที่สร้างมาแต่ครั้งกรุงเก่า ในสมัยที่สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) ทรงเป็นอธิบดีสงฆ์ วัดสลักได้เปลี่ยนชื่อถึง ๓ ครั้ง คือเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ และทรงขนานนามเปลี่ยนเป็น วัดนิพพานาราม 
        ครั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปรารภพร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรฯจะทำสังคายนาพระไตรปิฎก ทรงพระราชดำริเห็นว่าวัดนิพพานารามสมควรเป็นที่ประชุมสงฆ์ทำสังคายนา จึงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามใหม่ว่า วัดพระศรีสรรเพชญดาราม หรือ วัดพระศรีสรรเพชญ์ เยี่ยงในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งภายในพระราชวังกรุงศรีอยุธยาก็มีวัดพระศรีสรรเพชญดาราม เป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์
          ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๔๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ประชุมพระราชาคณะ สอบไล่พระปริยัติธรรมภิกษุสามเณร ที่วัดพระศรีสรรเพชญดาราม แล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามพระอารามอีกครั้งหนึ่งว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แต่คนทั้งหลายนิยมเรียกว่า “วัดมหาธาตุ” 
         ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบริจาคทรัพย์เป็นส่วนของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ซึ่งสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗ ให้ปฏิสังขรณ์ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มสร้อยต่อนามพระอาราม เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช พระองค์นั้นว่า
“วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์” ดังที่ปรากฏสืบมาจนบัดนี้”


Image
ตู้พระไตรปิฎกลายรดน้ำ
การสังคายนาพระไตรปิฎก
        ในการสังคายนาพระไตรปิฎกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๑ อันเป็นการสังคายนาครั้งแรก ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์นั้น สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) ซึ่งขณะนั้นทรงสมณศักดิ์ที่ พระพนรัตน ทรงเป็นพระเถระที่มีบทบาทสำคัญพระองค์หนึ่ง คือทรงเป็นแม่กองชำระพระวินัยปิฎก การที่ทรงได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญดังนี้
ย่อมแสดงให้เห็นว่า ทรงเป็นผู้ชำนาญพระไตรปิฎกพระองค์หนึ่ง สอดคล้องกับที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า คงทรงเป็นเปรียญมาแต่ครั้งกรุงเก่า และกรุงธนบุรี ดังมีหลักฐานพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งกล่าวไว้ในหนังสือ “ประวัติอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ” เป็นความตอนหนึ่งว่า
         “สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) เห็นจะเป็นเปรียญมาแต่ครั้งกรุงเก่า เมื่อสังคายนาพระไตรปิฎกยังเป็นพระพนรัตน ได้เป็นแม่กองชำระพระวินัยปิฎก เมื่อเป็นพระสังฆราชได้เป็นอุปัชฌาย์กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทกรมพระราชวังบวรสถานภิมุขและกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์และเข้าใจว่าเจ้านายที่ทรงผนวชในรัชกาลที่ ๑ ชั้นหลังโดยมาก

สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ครั้นเมื่อถึงปีพุทธศักราช ๒๓๓๗ เดือน ๕ ปีขาล จุลศักราช ๑๑๕๖ นี้ สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)  สมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา พระพนรัตน (ศุข) วัดมหาธาตุ ขึ้นเป็น สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช  นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯ ให้สถิตอยู่ ณ วัดมหาธาตุ นั้นสืบไป ด้วยเป็นพระอารามหลวงอยู่ระหว่างพระราชวัง สำคัญกว่าวัดระฆัง วัดมหาธาตุจึงเป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราชองค์อื่นๆ ต่อมา
พระกรณียกิจสำคัญต่อพระพุทธศาสนา
สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) ได้ทรงวางระเบียบการปฏิบัติไปตามแนวเดิม ที่ได้วางไว้แต่ครั้งก่อน คือ ก่อนที่พระองค์ท่านจะได้รับตำแหน่งสมณศักดิเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยยึดถือตามแนวหลักเดิมอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา คือเรื่องการสอบพระปริยัติธรรม เพื่อเป็นบาเรียนหรือเปรียญในทุกวันนี้ของพระภิกษุ สามเณร โดยแบ่งออกเป็น ๓ ชั้น คือ
  ๑. บาเรียนตรี ใช้พระสูตรเป็นหลักสูตรตามคณะกรรมการกำหนดให้ ผู้เข้าสอบแปล เมื่อแปลได้แล้ว ก็เท่ากับสอบได้เป็นบาเรียนตรี
  ๒. บาเรียนโท ใช้พระสูตรกับพระวินัย เป็นหลักสูตร ตามแต่คณะกรรมการกำหนดให้ผู้เข้าสอบแปลเมื่อแปลได้แล้วก็เท่ากับสอบได้เป็นบาเรียนโท
  ๓. บาเรียนเอก ใช้พระสูตร พระวินัย และพระปรมัตถ์ เป็นหลักสูตร ตามแต่คณะกรรมการกำหนดให้ผู้เข้าสอบแปลเมื่อแปลได้แล้ว ก็เท่ากับสอบได้บาเรียนเอก
พระกรณียกิจพิเศษ
       สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) ทรงเป็นที่เคารพนับถือของพระราชวงศ์และ ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์คือ
        ๑. ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ซึ่งทรงผนวชเป็นพระภิกษุเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๗ ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ ในคราวเดียวกันนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้ พระพงศ์อมรินทร์ ซึ่งเป็นราชบุตรของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และนักองเอง ซึ่งต่อมาทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีฯ พระเจ้ากรุงกัมพูชา ทรงผนวชด้วย
      ๒. ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งทรงผนวชเป็นครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๘ ณ วัดมหาธาตุ เป็นเวลา ๗ วัน จึงทรงลาผนวช พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ได้บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ไว้ว่า
 “ปีเถาะ สัปตศก จุศักราช ๑๑๕๗ (พ.ศ. ๒๓๓๖) นั้น เมื่อ ณ เดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จลงมาเฝ้าถวายบังคมลาทรงผนวช และขอรับพระราชทานอภัยโทษเจ้านันทเสน เจ้านครลานช้างที่ต้องโทษกำสมัครพรรคพวก เจ้านันทเสนและบรรดานักโทษ ที่ต้องพันธนาการอยู่ในเรือนจำให้พ้นโทษด้วย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานนักโทษออกจากเวนจำ ตามที่สมเด็จพระอนุชาธิราชกราบทูลขอ
เว้นแต่เจ้านันทเสนและพรรคพวก ซึ่งเป็นกบฏ และพวกพม่ารามัญข้าศึกและพวกโจรสลัดนั้นหาโปรดพระราชทานไม่ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงพระราชศรัทธาบวชให้นักโทษที่พ้นโทษในครั้งนั้น ๓๒ คน” “ครั้น ณ วันพุธ เดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จทรงบรรพชาอุปสมบท ณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นอุปัชฌาย์ พระญาณสังวร วัดพลับ เป็นพระกรรมวาจา พระธรรมกิติ เป็นอนุสาวนา พระสงฆ์คณะหัตถบาส ๔๑ รวมเป็น ๔๔ รูปเสด็จทรงบณณพชาอุปสมบทเวลาบ่าย ๕ โมง ๗ บาท”
       “ครั้น ณ เดือน ๘ แรม ๑ ค่ำ ตรง ขึ้นพลับพลาปริยาย บำเพ็ญพระธรรมภาวนา ครั้นแรก ๔ ค่ำ เวลาบ่าย ๔ โมง พระสงฆ์ ๕๐๐ รูป เจริญพระปริตร ณ พระระเบียงอุโบสถวัดพระศรีสรรเพชญ์”

       ๓. ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานภิมุข กรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ ในปี พ.ศ. ๒๓๔๔ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และในการทรงผนวชครั้งนี้ พระองค์เจ้าวาสุกรี วัดพระเชตุพนกับพระองค์เจ้าฉัตรเป็นหางนาค เมื่อทรงผนวชก็ประทับอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม เรื่องการทรงผนวชของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขนี้ กล่าวกันว่าได้ทำพิธีกันอย่างเงียบๆ ทรงผนวชเมื่อมีพระชนมายุได้ ๕๖ พระพรรษา และหลังจากทรงผนวชได้ ๕ ปีก็ทิวงคต เมื่อวันเสาร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีขาลพ.ศ. ๒๓๔๙ เวลาบ่าย รวมพระชนมายุได้ ๖๑ พรรษา
       พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ได้บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ไว้ว่า
“ครั้น ณ เดือน ๘ แรม ๑ ค่ำ ตรง ขึ้นพลับพลาปริยาย บำเพ็ญพระธรรมภาวนา ครั้นแรก ๔ ค่ำ เวลาบ่าย ๔ โมง พระสงฆ์ ๕๐๐ รูป เจริญพระปริตร ณ พระระเบียงอุโบสถวัดพระศรีสรรเพชญ์ รุ่งขึ้นฉันเป็นการฉลอง” อกจากนี้ ยังทรงเป็นพระอุปัธยาจารย์ของเจ้านาย ที่ทรงผนวชในช่วงปลายรัชกาลที่ ๑ โดยมากด้วย

 


 

วิดีโอ

WatpaLA-Youtube

Copyright ©2554 วัดป่าธรรมชาติ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา