Get Adobe Flash player

ค้นหา

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

เนื้อหาที่เปิดอ่าน
5262570

whosonline

มี 34 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

พระประวัติและปฏิปทา
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๕

แห่งกรุงรัตนโกสินทร์


สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
พุทธศักราช ๒๕๐๖-๒๕๐๘

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

พระประวัติในเบื้องต้น

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
มีพระนามเดิมว่า “อยู่ ช้างโสภา (แซ่ฉั่ว)” พระนามฉายาว่า “ญาโณทโย”
ประสูติเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๑๗
ตรงกับวันอังคาร แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีจอ ฉศก จุลศักราช ๑๒๓๖
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ที่เรือนแพหน้าวัดกัลยาณมิตร อำเภอบางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรี
โยมบิดามีนามว่า “ตรุษ” โยมมารดามีนามว่า “จันทร์”

 เมื่อตอนทรงพระเยาว์ที่ยังมิได้บรรพชานั้น
ทรงได้รับการศึกษาเบื้องต้นในสำนักบิดา ผู้ซึ่งเป็นบุรพาจารย์
และต่อมาเมื่อมีพระชนมายุมากขึ้นพอสมควร
ได้มาอยู่ใน สำนักพระอาจารย์ช้าง วัดสระเกศ พระนคร
ได้ทรงเล่าเรียนสืบมาจนกระทั่งได้ทรงบรรพชาเป็นสามเณร
จึงได้ทรงเริ่มศึกษาภาษาบาลี มูลกัจจายน์ ในสำนักพระอาจารย์ช้าง

ต่อมาได้ทรงศึกษาในสำนัก พระธรรมกิติ (เม่น) บ้าง
ในสำนักเจ้าประคุณ สมเด็จพระวันรัตน (แดง สีลวฑฺฒโน) บ้าง
และในสำนัก พระยาธรรมปรีชา (ทิม) บ้าง

Image
สมเด็จพระวันรัตน (แดง สีลวฑฺฒโน) วัดสุทัศน์
พระอุปัชฌาย์ในคราวทรงอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗



ทรงบรรพชาและอุปสมบท

ครั้นเมื่อพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษา
ได้ทรงบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ใน สำนักพระอาจารย์ช้าง วัดสระเกศ
ได้ทรงศึกษาสามเณรสิกขารวมทั้งพระธรรมวินัย ตลอดจนตำราโหราศาสตร์

พ.ศ. ๒๔๓๓ ได้ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมในสนามหลวง
ณ พระอุโบสถวัดพระศรีศาสดาราม เป็นครั้งแรก ทรงได้เป็นเปรียญ ๓ ประโยค

พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมในสนามหลวง
ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้อีก ๑ ประโยค รวมเป็น ๔ ประโยค

ต่อมา พ.ศ. ๒๔๓๗ เมื่อมีพระชนมายุครบอุปสมบท
จึงทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ พระอุโบสถวัดสระเกศ
โดยมี สมเด็จพระวันรัตน (แดง) วัดสุทัศน์ เป็นพระอุปัชฌาย์
พระธรรมทานาจารย์ (จุ่น) วัดสระเกศ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระธรรมกิติ (เม่น) วัดสระเกศ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

หลังจากได้ทรงอุปสมบทแล้ว
ได้ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมอีก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑
ทรงได้เป็นเปรียญ ๕ ประโยค

พ.ศ. ๒๔๔๓ ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมอีก ทรงได้เป็นเปรียญ ๖ ประโยค

เมื่อทรงสอบได้เปรียญ ๖ ประโยคแล้ว ทรงคิดว่าจะหยุดสอบไม่เข้าแปลต่อไปอีก
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ทรงทราบจึงทรงพระกรุณาโปรดให้เจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร
เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการในเวลานั้น
เป็นผู้นำพระกระแสรับสั่งมาบอก ให้เข้าแปลประโยค ๗ ต่อ

จึงต้องทรงรับสนองพระราชกระแสรับสั่งเข้าแปลต่อไป
และก็ทรงแปลได้อีก ๑ ประโยค ในปีนั้นเองรวมเป็น ๗ ประโยค

พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมได้อีก ๑ ประโยค รวมเป็น ๘ ประโยค

พ.ศ. ๒๔๔๕ ได้ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมเป็นครั้งสุดท้าย
ทรงแปลได้เป็นเปรียญ ๙ ประโยค เมื่อพระชนมายุ ๒๘ พรรษา

เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช
ทรงได้เป็นเปรียญ ๙ ประโยคองค์แรกในรัชกาลที่ ๕
จึงทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณ
ให้นำรถยนต์หลวงมาส่งจนถึงพระอารามที่อยู่เป็นพิเศษ

และนับตั้งแต่นั้นมา ถ้าเปรียญใดสอบได้ ๙ ประโยค ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้นำรถยนต์หลวงส่งเปรียญรูปนั้นจนถึงที่ เป็นธรรมเนียมมาจนถึงปัจจุบันนี้

เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช
นับแต่ได้ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมมาตั้งแต่ประโยคต้น
จนถึงประโยคสุดท้าย คือ ประโยค ๙ ไม่เคยแปลตกเลย

สมณศักดิ์และหน้าที่การงาน

พ.ศ. ๒๔๔๕ เมื่อทรงได้เป็นเปรียญ ๙ ประโยคแล้ว
ก็ทรงดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสนามหลวงสอบไล่พระปริยัติธรรม
ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตลอดมา

พ.ศ. ๒๔๕๑ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระปิฎกโกศล

พ.ศ. ๒๔๕๘ เมื่อย้ายสถานที่สอบพระปริยัติธรรมจากในพระบรมมหาราชวัง
มาสอบที่วัดเบญจมบพิตรและ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่น ทรงเปลี่ยนวิธีการสอบจากวิธีแปลด้วยปาก
มาเป็นสอบด้วยวิธีเขียนเหมือนกันทุกประโยค ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๙ เป็นต้นมา
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจประโยคด้วย

พ.ศ. ๒๔๖๒ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่กองธรรมสนามจังหวัดนครราชสีมา

พ.ศ. ๒๔๖๔ ในรัชกาลที่ ๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่
พระราชเวที และในศกเดียวกันได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่กองธรรมสนามจังหวัดกาญจนบุรี

พ.ศ. ๒๔๖๕-๖๖ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่กองธรรมสนามมณฑลภูเก็ต รวม ๒ ปีติดต่อกัน

พ.ศ. ๒๔๖๖ ในรัชกาลที่ ๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์
เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเวที

พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ พระอารามหลวง
และในศกเดียวกัน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวงเหนือ จังหวัดธนบุรี

พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่กองธรรมสนามมณฑลภูเก็ตอีกครั้งหนึ่ง

พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่กองธรรมสนามมณฑลนครราชสีมา

พ.ศ. ๒๔๗๐ ในรัชกาลที่ ๗ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์
เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมเจดีย์
แล้วเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์
ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ตลอดจนถึง พ.ศ. ๒๔๘๔
อันเป็นปีที่เลิกใช้ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

Image
แถวหน้าที่ ๑ จากซ้ายไปขวาคือ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมเจดีย์



พ.ศ. ๒๔๘๘ ในรัชกาลที่ ๘ ก็ได้รับพระราชทานสถาปนา
เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่ พระธรรมวโรดม

พ.ศ. ๒๔๙๖ ในรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ดังมีสำเนาตามประกาศกำกับสุพรรณบัฏ ดังนี้



 (พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลยเดช
มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร


มีพระบรมราชโองการโปรดให้ประกาศว่า
โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระธรรมวโรดม เป็นพระเถระผู้เจริญด้วยวิริยาธิคุณ
วิบุลปฎิภาณญาณปรีชา ได้ศึกษาแตกฉานในพระปริยัติไตรปิฎกสัทธรรม
รอบรู้อักขรสมัยทั้งสกพากย์ และไพรัชพากย์เป็นอย่างดี
และชำนาญในคัมภีร์โหราศาสตร์พยากรณ์ ดำรงสถาพรอยู่ในสมณคุณเนกขัมมปฏิบัติ
สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตรรัตตัญญูมหาเถรธรรมตลอดมาช้านาน

ได้ประกอบกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยชน์ไพศาล แก่พุทธจักรและอาณาจักร
ดังปรากฏความในประกาศสถาปนาเป็นที่รองสมเด็จพระราชาคณะ
เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๘ นั้นแล้ว

ครั้นต่อมา พระธรรมวโรดม ยิ่งเจริญด้วยอุตสาหวิริยาธิคุณ
สามารถเอาภาระธุระพระพุทธศาสนาเป็นพาหุลกิจนิตยสมาทาน
มิได้ท้อถอย ในการปกครองพระอารามก็เอาภาระบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุทั่วๆ ไป
ให้กลับมีสภาพมั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน

โดยเฉพาะพระบรมบรรพตปูชนียสถาน ก็ได้จัดการบูรณะเป็นการใหญ่
อันจักหวังได้ว่าปูชนียสถานแห่งนี้ จักเป็นศรีสง่าแก่พระนครได้แห่งหนึ่ง
ในหน้าที่การบริหารทางคณะสงฆ์ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นองค์ประธานสังฆสภา
ได้ปฏิบัติการในหน้าที่ให้สำเร็จเรียบร้อยเป็นผลดีตลอดมา

บัดนี้ พระธรรมวโรดม ก็เจริญยิ่งด้วยพรรษายุกาลรัตตัญญูมหาสถานวีรธรรม
มั่นคงในพระพุทธศาสนาเป็นอจลพรหมจริยาภิรัต
สงเคราะห์พุทธบริษัทปกครองพระสงฆ์
ดำรงตำแหน่งสมณศักดิ์ติดต่อกันมาช้านานถึง ๔๕ พรรษา
ได้เป็นครูและอุปัธยาจารย์แก่มหาชนเป็นอันมาก อุตส่าห์สั่งสอนอบรมพระภิกษุสามเณร
และคฤหัสถ์ศาสนิกบริษัทให้เจริญในธรรมปฏิปทา มีศิษยานุศิษย์ไพศาล
เป็นที่เคารพนับถือสักการบูชาแห่งพุทธมามกชนทั่วไป
สมควรจะสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะได้

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดให้สถาปนา
พระธรรมวโรดมขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุลสุนทรนายก ตรีปีฎกวิทยาคุณ
วิบูลคัมภีรญาณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี อรัญญวาสี
สถิต ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง


มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป คือ

พระครูปลัดสัมพิพัฒนศีลาจารย์ ญาณธาดา มหาสังฆานุนายก ปิฎกธรรมรักขิต ๑
พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูเมธังกร พระครูคู่สวด ๑
พระครูวรวงศ์ พระครูคู่สวด ๑ พระครูธรรมรัต ๑ พระครูธรรมรุจิ ๑
พระครูสังฆวิจารณ์ ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑

ขออาราธนาพระคุณจงรับภาระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอนช่วยระงับอธิกรณ์
และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณร โดยสมควรแก่กำลัง และอิสสริยยศซึ่งพระราชทานนี้
และจงเจริญ อายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฎฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์
ในพระพุทธศาสนาเทอญฯ

ประกาศ ณ วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๖ เป็นปีที่ ๘ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี


Image
พระรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
ประดิษฐาน ณ อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม ต.วังเย็น อ.บางแพ จ.ราชบุรี




ครั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ)
วัดเบญจมบพิตร สิ้นพระชนม์ และในศกเดียวกันได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ ขึ้น

โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะรัฐสภา
และรัฐบาลได้รับสนองพระบรมราชโองการให้ประกาศพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับนี้
ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นต้นมา

สมเด็จฯ ก็ได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
และทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม
ตามผลแห่งพระราชบัญญัติฉบับนั้น
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ทรงใช้ความรู้ความสามารถปฏิบัติหน้าที่
โดยความเรียบร้อยดีตลอดมา ดังปรากฏในสำเนาประกาศแต่งตั้งต่อไปนี้

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่องสมเด็จพระราชาคณะ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช


เนื่องด้วยยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา
สมเด็จพระสังฆราชตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

กระทรวงศึกษาธิการจึงทรงขอพระประกาศนาม
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๐๖

หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล
รัฐมนตรีว่าการกระทรงศึกษาธิการ


พ.ศ. ๒๕๐๖ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ทรงเป็นประธานมหาเถรมหาสมาคม ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
นับเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมชุดแรก ซึ่งประกอบด้วยพระมหาเถระ ๘ รูป คือ

(๑) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศ
คือ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช


(๒) สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (จวน อุฏฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม
ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ (สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔)

(๓) สมเด็จพระวันรัต (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ (สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖)

(๔) พระธรรมปัญญาบดี (วน ฐิติญาโณ) วัดอรุณราชวราราม
ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐)

(๕) พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ (สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑)

(๖) พระสาสนโสภณ (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปรินายก องค์ปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒

(๗) พระมหาโพธิวงศาจารย์ (สาลี อินฺทโชโต) วัดอนงคาราม
(มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑)

(๘) พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก) วัดสัมพันธวงศ์
(มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐) ครั้นถึงเดือนพฤษาคม ศกเดียวกัน (พ.ศ. ๒๕๐๖)
ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์


อนึ่ง กรรมการมหาเถรสมาคมชุดแรกนี้
ได้ประชุมกันครั้งแรก ณ พระอุโบสถวัดสระเกศ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖


Image
พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก)



สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ครั้นเมื่อถึงวันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖ นี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สถาปนาสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่ ญาโณทโย) ขึ้นเป็น
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สืบต่อจาก สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภณมหาเถร)
เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล ดังมีสำเนาประกาศสถาปนาดังนี้

ประกาศสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดลยเดช ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

โดยที่ตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ว่างลง
เป็นการสมควรที่จะสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อจักได้บริหารการพระศาสนาให้สมบูรณ์
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และตามระเบียบราชประเพณีสืบไป

อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณใหญ่ยิ่งมีอยู่
สมควรจะสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราซาคณะแทนตำแหน่งที่ว่างในคราวนี้ด้วย

จึงทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
เป็นมหาเถรเจริญในสมณคุณเนกขัมมปฎิบัติ
สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตรรัตตัญญูมหาเถรกรณธรรม มีปฏิภาณปรีชา
ได้ศึกษาแตกฉานในพระไตรปิฎกสัทธรรม
รอบรู้อักขรสมัยทั้งสกสมัยและไพรัชชพากย์เป็นอย่างดี
ทั้งชำนาญในคัมภีรโหราศาสตร์พยากรณ์
ดำรงสถาพรอยู่ในสมณพรหมจรรย์ตลอดมา เป็นเวลาช้านานถึง ๖๙ พรรษา

ได้ประกอบกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่พุทธจักรและอาณาจักรอย่างไพศาล
ดังความพิสดารปรากฏในประกาศ สถาปนาเป็น สมเด็จพระราชาคณะ
เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๖ นั้นแล้ว

ครั้นต่อมา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ก็เจริญด้วยอุตสาหะวิริยาธิคุณ
สามารถเอาภาระธุระทางพระพุทธศาสนา เป็นพาหุลกิจนิตยสมาทานมิได้ท้อถอย
ในการปกครองอาราม ก็ได้ทำการบูรณะปฎิสังขรณ์พระอุโบสถ พระบรมบรรพต
สำเร็จเรียบร้อยดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก

นอกจากนั้นยังได้สร้างตึกเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นใหม่อีกหลังหนึ่ง
นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพระศาสนา ดังเป็นที่ปรากฏอยู่แล้ว

บัดนี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
ก็เจริญยิ่งด้วยพรรษายุกาล รัตตัญญูมหาสถานวีรธรรม
มั่นคงในพระพุทธศาสนา เป็นอจลพรหมจริยาภิรัต
สงเคราะห์พุทธบริษัท ปกครองสงฆ์ดำรงตำแหน่งสมณศักดิ์ติดต่อกันมาช้านาน
ถึง ๕๕ พรรษาได้เป็นครูและอุปัธยาจารย์แก่มหาชนเป็นอันมาก

มีศิษยานุศิษย์แพร่หลายไพศาล เป็นที่เคารพสักการแห่งพุทธมามกชนทั่วไป
ประกอบด้วยขณะนี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
ก็ได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอยู่แล้ว
จึงสมควรจะสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ประธานาธิบดีแห่งสงฆมณฑล เพื่อเป็นศรีศุภมงคลแด่พระบวรพุทธศาสนาสืบไป

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สถาปนา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
ขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า

สมเด็จพระอริยวงศาคตญูาณ สุขุมวิธานธำรงสกลมหาสงฆปริณายก
ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณ ญาโณทยาภิธานสังฆวิสุต
พุทธบริษัทคารวสถาน ธรรมปฏิภาณญาณสุนทร บวรธรรมบพิตร
สมเด็จพระสังฆราช เสด็จสถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง
เป็นประธานในสงฆมณฑลทั่วราชอาณาจักร


ขออาราธนาให้ทรงรับธุระพระพุทธศาสนาเป็นภาระสั่งสอน
ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสงฆ์สามเณรในสงฆมณฑลทั่วไป
โดยสมควรแก่พระอิสสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้

จงทรงเจริญพระชนมายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ
คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฎฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ

ให้ทรงมีพระราชาคณะและพระครูฐานานุกรมประดับพระอิสสริยยศ ๑๕ รูป

คือ พระมหาคณานุศิษฎ์ สังฆอิสริยาลงกรณ์ สุนทรธรรมสาธก
พุทธปาพจนดิลกมหาเถรกิจจการี คณาธิบดีศรีรัตนคมกาจารย์ พระราชาคณะปลัดขวา ๑

พระจุลคณานุศาสน์ วิจารโณภาสภาคยคุณ สุนทรศาสนกิจบรรหาร
มหาเถราธิการธุรการี สมุหบดีศรีธรรมภาณกาจารย์ พระราชาคณะปลัดซ้าย ๑

พระครูธรรมกถาสุนทร ๑ พระครูวินัยกรณ์โศภน ๑
พระครูพรหมวิหาร พระครูพระปริตร ๑ พระครูฌาณวิสุทธิ พระครูพระปริตร ๑
พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูพิมลสรภาณ พระครูคู่สวด ๑
พระครูพิศาลสรคุณ พระครูคู่สวด ๑ พระครูพิบูลบรรณวัตร์ ๑
พระครูพิพัฒน์บรรณกิจ ๑ พระครูสังฆบริหาร ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑

ขอให้พระคุณผู้ได้รับตำแหน่งทั้งปวงนี้ มีความสุขสิริสวัสดิ์สถาพร
ในพระบวรพุทธศาสนาเทอญฯ

ประกาศ ณ วันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖ เป็นปีที่ ๑๘ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

จอมพล ส. ธนะรัชต์
นายกรัฐมนตรี



พระอวสานกาล

โดยปกติ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช มีพระพลานามัยดีตลอดมา
แต่เพราะทรงชราพระองค์จึงประชวรด้วยโรคพระหทัย
และได้ทรงเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราช
เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๘

เพียง ๔ วันเท่านั้น พระองค์ก็เสด็จกลับมาประทับที่วัด
พระอาการดีขึ้นโดยลำดับจนปลอดภัย

จนถึงวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้เกิดพระโลหิตอุดตันในสมอง
คณะนายแพทย์ได้นำพระองค์ไปรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลอีก
แต่ครั้งนี้พระอาการหนักมาก
คณะนายแพทย์พยายามถวายการพยาบาลทุกวิถีทาง พระอาการก็ไม่ดีขึ้น

สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทรงทราบ
ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมถึง ๒ วาระ

และในวาระหลัง สมเด็จเจ้าฟ้าชาย (พระอิสริยยศขณะนั้น) ได้โดยเสด็จด้วย
ได้มีพระกระแสรับสั่งให้คณะนายแพทย์เอาใจใส่ให้มาก

คณะองค์มนตรีก็ได้เสด็จเยี่ยมและไปเยี่ยมหลายวาระ
ตลอดถึงคณะรัฐบาล ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชน
ได้ไปเยี่ยมและคอยสดับข่าวกันทุกระยะด้วยความห่วงใย

ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ได้ไปเยี่ยมหลายวาระเช่นกัน
และได้สนใจอยู่ตลอดเวลา สั่งให้คณะนายแพทย์ถวายการรักษาให้ดีที่สุด

แต่เพราะ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงชรามากแล้ว
สุดที่คณะนายแพทย์จะถวายการพยาบาลรักษาพระชนมชีพไว้ได้

พระองค์ได้สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ เวลา ๐๒.๒๐ น.
ซึ่งหากนับโดยสุริยคติในปัจจุบัน ตรงกับ วันเพ็ญกลางเดือน วันวิสาขบูรณมี
สิริพระชนมายุได้ ๙๐ พรรษา ๕ เดือน ๑๔ วัน พรรษา ๗๑
ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็นเวลา ๒ ปี กับ ๑๑ วัน

Image
เจดีย์ที่บรรจุพระอัฐิสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
ประดิษฐานภายในพระตำหนักที่ประทับ วัดสระเกศ



การพระศพ

เมื่อ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช สิ้นพระชนม์แล้ว
สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้จัดการพระศพและการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบตามพระเกียรติยศทุกประการ

ฝ่ายคณะสงฆ์และคณะรัฐบาลได้ช่วยการจัดพระศพทุกประการ
โดยเฉพาะ ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี
ได้กรุณาไปตรวจดูการจัดสถานที่ประดิษฐานพระศพด้วยตนเอง

เมื่อครบสัตตมวาร ครบปัญญาสมวารและครบสตมวาร
สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า
พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทั้ง ๓ วาระ

ตั้งแต่วันสิ้นพระชนม์จนกระทั่งวันออกพระเมรุ
คณะสงฆ์ คณะรัฐบาล ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชน
ได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย
มิได้ขาดเลยเป็นระยะเวลา ๖ เดือน ๔ วัน

Image
พระรูปหล่อสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
ประดิษฐานหน้าเจดีย์บรรจุพระอัฐิ



การพระเมรุ

ในการออกพระเมรุ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนด
วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นวันพระราชทานเพลิง

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระเกียรติแก่พระศพ
และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบทุกประการ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุด


 

วิดีโอ

WatpaLA-Youtube

Copyright ©2554 วัดป่าธรรมชาติ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา